posted on 23 Sep 2008 13:44 by dressupagain
ผิวแห้ง
ผิวแห้งมีสาเหตุมาจากผิวขาดน้ำมันหล่อเลี้ยงผิวตามธรรมชาติ อีกทั้งผิวยังไม่สามารถกักเก็บความชุ่มชื่นไว้ได้ ซึ่งตรงกันข้ามกับผิวมัน ผิวแห้งจะมีรูขุมขนที่ละเอียด แต่ผิวแห้งกร้าน อาจรุนแรงถึงขั้นลอกเป็นขุย ผิวจะให้สัมผัสที่ไม่นุ่มนวลเท่าที่ควร แถมเกิดริ้วรอยได้ง่ายเมื่ออายุมากขึ้น ผิวจะมีแนวโน้มแห้งความชื้นน้อย เพราะต่อมไขมันทำงานช้าลง ดังนั้นการดูแลผิวควรเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่ช่วยให้ความชุ่มชื่น ให้กับผิวอีกทั้งช่วยป้องกันริ้วรอย อย่างผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมจากธรรมชาติ อาทิ น้ำมันมะกอก น้ำผึ้ง หรือเชียร์บัตเตอร์
ผิวผสม
ผิวผสมเป็นผิวที่แห้งและผิวมันบริเวณทีโซน เช่น บริเวณหน้าผาก จมูก คาง ต่อมไขมันบริเวณนี้จะมีขนาดใหญ่ และทำงานได้ดีกว่าบริเวณอื่นๆ ทำให้มีปัญหาเรื่องสิวได้ ส่วนผิวบริเวณแก้มทั้งสองข้างมีลักษณะผิวธรรมดา หรือผิวแห้ง การดูแลผิวจึงควรเลือกผลิตภัณฑ์ที่จะช่วยปรับสมดุลของผิวทั้งสองบริเวณให้ใกล้เคียงกัน
ผิวธรรมดา
ผิวธรรมดาเป็นผิวที่ผู้หญิงหลายคนใฝ่ฝันถึง เพราะเป็นผิวที่ดีที่สุด ไม่ค่อยมีปัญหาเรื่องผิวแห้งเกินไปหรือมันเกินไป ปัญหาเรื่องริ้วรอย หรือสิว จึงพบได้น้อย นอกจากการทำความสะอาด ปรับสภาพผิว และเติมความชุ่มชื่นให้กับผิวแล้ว ก็ควรดูแลผิวเพิ่มเติมเมื่อต้องไปเผชิญกับสภาวะอาการที่ร้อนจัด หรือหนาวจัดเพื่อคงสุขภาพผิวที่ดีไว้ โดยคุณสามารถดูแลผิวธรรมดาของคุณให้สวยได้ง่ายๆ เพียงแค่ใช้โลชันน้ำนม ที่มีส่วนผสมจากสารสกัดจากธรรมชาติ อาทิ ว่านหางจระเข้ ดอกคาโมมาย เชียร์บัตเตอร์ และผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของโปรตีนสกัดจากน้ำนมและถั่วเหลือง เป็นต้น นอกจากส่วนผสมดังกล่าวจะช่วยถนอมผิวให้เนียนนุ่มชุ่มชื่นแล้ว ยังมีคุณสมบัติช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นให้แก่ผิว ช่วยป้องกันผิวจากอากาศเปลี่ยนแปลงอีกด้วย
ผิวมัน
ผิวมันเกิดจากการที่ต่อมไขมันทำงานมากเกินปกติ และรูขุมขนที่มีขนาดกลางถึงขนาดใหญ่ จึงปรากฏความมันของผิวโดยเฉพาะบริเวณทีโซน ปัญหาที่ตามมาคือสิว เพราะเกิดจาการอุดตันของน้ำมันตามรูขุมขน แต่คนผิวมันจะไม่เกิดปัญหาริ้วรอย ได้ง่ายเหมือนผิวประเภทอื่นๆ การดูแลผิวควรเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่ช่วยควบคุมความมันและป้องกันสิว ทางที่ดีควรใช้ผลิตภัณฑ์อะไรก็ตามที่มีส่วนผสมหรือสารสกัดจากธรรมชาติจะดีที่สุด
ผิวแพ้ง่าย
คุณสาวๆ บางคนอาจประสบปัญหาผิวแพ้ง่าย ใช้อะไรก็แพ้เป็นผื่น คัน แดง บ้างก็รุนแรงถึงขั้นเป็นรอยไหม้ หากคุณเป็นคนหนึ่งที่มีผิวแพ้ง่ายล่ะก็ควรเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ชนิดสูตรอ่อนโยนทั้งหลาย ใครที่ใช้แต่สบู่ก้อนอาบน้ำมาโดยตลอด และประสบกับปัญหาผิวแห้งตึง แตก คัน ก็ลองเปลี่ยนใช้เจลอาบน้ำสูตรอ่อนโยนที่ไม่มีส่วนผสมของสารชำระล้าง ที่อาจก่อให้เกิดอาการระคายเคือง เพราะเจลอาบน้ำส่วนใหญ่จะไม่ทิ้งผิวที่แห้งตึงเอาไว้ให้เราหลังอาบน้ำ
นอกจากนี้ ถ้าอยากขัดผิวให้เนียนนุ่มมากขึ้น การขัดผิวเป็นครั้งคราวก็ต้องเลือกดูส่วนผสมของครีมขัดเป็นสำคัญ เพราะครีมขัดโดยทั่วไปมักทำให้ผิวที่แห้งอยู่แล้วยิ่งแห้งไปกันใหญ่ ดังนั้น ครีมที่เหมาะกับคนทุกสภาพผิวก็ควรมีส่วนผสมของสิ่งที่จะช่วยขัดเซลล์ผิวที่ตายแล้วออกไปอย่างมีประสิทธิภาพ อาทิ มะละกอ กากกาแฟ หรือเกลือทะเล เป็นต้น หลังขัดผิวสิ่งที่จะช่วยให้ผิวนุ่มชุ่มชื่นหลังการขัด คือ ทาครีมบำรุงผิวที่มีส่วนผสมของน้ำมันมะพร้าว เชียร์บัตเตอร์ หรือน้ำผึ้ง เป็นต้น
เรื่องของกลิ่นก็สำคัญ เพราะช่วงเวลาที่เราอาบน้ำ หรือขัดผิวน่าจะเป็นช่วงเวลาที่เราจะได้ผ่อนคลายทั้งกายและใจ ดังนั้นการเลือกกลิ่นก็สำคัญ อย่างกลิ่นของกาแฟ และอบเชยก็จะช่วยให้ความรู้สึกสดชื่น กระปรี้กระเปร่า และกลิ่นของกานพลู โรสแมรี หรือตะไคร้ก็ให้ความรู้สึกอบอุ่น และผ่อนคลายไม่แพ้กัน
posted on 23 Sep 2008 13:43 by dressupagain
ใคร ๆ ก็อยากดูอ่อนกว่าวัยทั้งนั้นแหละ ไม่ว่าคุณจะอยู่ในวัยไหนก็ตาม เรามีเคล็ด 21 อย่าง ที่จะทำให้คุณดูอ่อนกว่าวัยเสมอ
1. งดรับประทานอาหารที่จะทำให้ฟันของคุณไม่ขาวอย่างที่ควรจะเป็น อย่างเช่น ไวน์แดง ซอสถั่วเหลือง หรือสเต็ค แล้วหันมาเคียวอาหารจำพวกแอปเปิ้ล แครอท หรือแตงกวา เซลลูโลสในผิวของมัน จะทำความสะอาดผิวฟันของคุณให้ขาวสดใส
2. เลือกยาสีฟันที่มีสีขาว ที่ผสมฟลูออไรด์ และพยายามแปรงฟันหลังอาหาร หากไม่สามารถทำได้ ก็ให้เคี้ยวหมากฝรั่งที่ไม่มีน้ำตาล แต่อาจจะมีสารจำพวกเพิ่มความขาว เคี้ยวสัก 20 นาทีก็พอ เพราะมันจะช่วยลดคราบฟันได้ถึง 20 เปอร์เซ็นต์
3. หากคุณมีปัญหาเรื่องฟันไม่ขาว ก็ให้ใช้ผลิตภัณฑ์ฟอกสีฟัน ที่เรียกว่า Crest White Strip โดยใส่ไว้สัก 30 นาที วันละ 2 ครั้ง จะช่วยให้ฟันขาวขึ้นมาได้ภายในสองสัปดาห์ ซึ่งทางที่ดีควรจะปรึกษาทันตแพทย์
4. ถ้าคุณเป็นคนที่ชอบทำกิจกรรมกลางแจ้ง อย่าลืมครีมกันแดดเป็นอันขาด เพราะแสง UV เป็นสาเหตุให้คุณเ่ยวเร็วอย่างคาดไม่ถึง
5. ปรนิบัติผิวตั้งแต่หัวจรดเท้า อย่างน้อยสัปดาห์ละ 3 ครั้ง ตั้งแต่การทำความสะอาด ไปจนถึงการใช้ครีมบำรุง
6.หาเวลาในการพักผ่อน อย่างเช่นการไปทะเล แล้วไปหาอาหารทะเลรับประทาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งปลา กรดไขมันโอเมก้า 3 มีประโยชน์ต่อผิวพรรณของคุณ
7. รับประทานชาเขียว เพราะมันช่วยเพิ่มประสิทธิภาพให้กับการทำงานของระบบการสร้างความยืดหยุ่นของผิว
8. รับประทานอาหารที่ช่วยในการต่อต้านอนุมูลอิสระ อย่างเช่น วิตามิน C , E และเบต้าแคโรทีน ซึ่งสารเหล่านี้ มีในมะเขือเทศ แครอท เป็นต้น
9. รับประทานน้ำมันโอลิเวอร์ ช่วยป้องกันจุดด่างดำต่าง ๆ ที่เกิดกับผิว
10. ออกกำลังกายครั้งละ 20 นาที 4 ครั้งต่อสัปดาห์ แต่ถ้าต้องการเห็นผลเร็ว อาจเพิ่มเป็น 30 หรือ 40 นาทีก็ได้
11. ยกน้ำหนักเพื่อให้กล้ามเนื้อกระชับ และเพิ่มความแข็งแรงให้กับกล้ามเนื้อ
12. ดูแลผมให้สุขภาพดีเสมอ โดยผู้วชาญแนะว่า ให้ Hot oil บำรุงเป็นประจำทุกสัปดาห์
13. หาทรงผมที่เหมาะกับตัวคุณ การไว้ผมยาวเกินไป หรือสั้นเกินไป อาจจะเป็นสิ่งที่ทำให้คุณดูแก่ลงได้ ให้เลือกที่พอเหมาะพอดี
14. บำรุงผิวก่อนแต่งหน้า โดยอาจจะเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่ทำให้ผิวสว่างใส ก่อนที่จะลงรองพื้นและเครื่องสำอางอื่นๆ
15. ระมัดระวังเรื่องของการใช้อายไลน์เนอร์ และอาจจะช่วยเพิ่มไฮไลท์บริเวณกระดูกใต้คิ้ว และมาสคาร่าที่เพิ่มความหนาให้กับขนตา
16. ถ้าคุณอายุเกิน 25 ปี ปากจะเริ่มบางลง ซึ่งควรจะใช้ดินสอเขียนขอบปากช่วยหรืออาจจะใช้ลิปมันช่วย ทำให้ดูปากอวบอิ่มและสุขภาพดี รวมทั้งอย่าลืมเลือกลิปสติกที่ให้ความชุ่มชื้น หรืออาจจะมีสารกันแดดผสมก็ได้
17. ปัญหาเรื่องรูขุมขน นับว่าเป็นปัญหาใหญ่เมื่ออายุมากขึ้น เพราะฮอร์โมนจะเปลี่ยนทำให้รูขุมขนกว้างขึ้น ผิวหน้าจะดูหยาบขึ้น ควรจะใช้โทนเนอร์ ช่วยกระชับรูขุมขนบ้าง แม้จะใม่ใช่ทางแก้ปัญหาถาวรก็ตามที
18. จุดด่างดำต่าง ๆ สามารถเกิดขึ้นได้ เมื่ออายุเข้าเลข 3 ซึ่งสาเหตุส่วนหนึ่งนั้น มาจากแสงอาทิตย์ และหากพบปัญหาในบริเวณกว้าง ควรจะพบแพทย์เพื่อการรักษาที่ถูกต้อง
19. ริ้วรอยต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นที่หน้าผาก หัวคิ้ว ถ้ามันทำให้คุณรู้สึกแย่ อาจจะปรึกษาแพทย์เพื่อฉีดโบท๊อกได้
20. ความชุ่มชื้นเป็นหัวใจสำคัญที่ทำให้ดวงตาของตนดูอ่อนวัยและสดใส ควรจะใช้อายครีมวันละ 2 ครั้ง
21. ปัญหาเรื่องตีนกา แพทย์ผิวหนังอาจจะช่วยได้ ด้วยการสั่งครีมบางชนิด ซึ่งต้องมีใบสั่งจากแพทย์ให้คุณใช้
posted on 23 Sep 2008 13:39 by dressupagain
1. นอนหลับให้เต็มอิ่ม
จากการวิจัยของสถาบัน Howard Hughes Medical มหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด พบว่ายิ่งคุณนอนน้อยเท่าใด ร่างกายของคุณก็ดูเหมือนว่าจะยิ่งผลิตฮอร์โมน leptin ได้น้อยลงเท่านั้น ซึ่งนั่นก็จะมีผลต่อน้ำหนักตัว เนื่องจาก leptin จะเป็นตัวช่วยกระตุ้นน้ำหนักให้ลดลงได้ถึง 2 ทาง คือ มันจะช่วยลดความอยากในการรับประทานได้ โดยการบอกสมองว่า “นี่! หยุดเคี้ยวซักทีเถอะ อิ่มจนท้องจะแตกอยู่แล้วนะ” และอีกด้านหนึ่งมันก็จะกระตุ้นให้คุณใช้พลังงานมากขึ้นซะอีกด้วย ยิ่งกว่านั้นยังเห็นได้ชัดอีกว่าเมื่อเรานอนน้อยร่างกายก็จะไปต้านการลดลง ของน้ำหนัก จากการที่ ghrelin ฮอร์โมนซึ่งทำหน้าที่กระตุ้นความอยากอาหาร จะมีปริมาณสูงกว่าในบรรดาผู้ที่นอนไม่พอ (แต่ถ้าเกิดคุณนอนไม่พอในคืนหนึ่ง ลองพยายามงีบหลับให้ได้ในวันต่อมา เพราะฮอร์โมนจะไปทำให้คุณต้องปิดตาหลับภายใน 24 ชั่วโมงแน่นอน)
2. ปิดวิทยุซะ
คุณรู้มั้ยว่าเวลาตามร้านอาหารต่างๆ ถ้าเขาอยากจะให้ลูกค้าภายในร้านจัดการกับอาหารตรงหน้าให้เสร็จเรียบร้อยแล้ว ก็รีบออกจากร้านไปโดยเร็วนั้น ทางร้านก็จะเปิดเพลงจังหวะเร็ว (ประมาณ 120-130 จังหวะต่อนาที) ซึ่งหากมองอีกมุมหนึ่งถือว่าเป็นเหตุผลที่ดีนะคะ เพราะว่าจังหวะเพลงที่เร็วนี้จะทำให้คุณใส่ใจกับการรับประทานอาหารตรงหน้า มากขึ้นค่ะ
ฉะนั้นก่อนมื้ออาหารถ้าอยากผอมจงเลือกเอาว่าจะปิดวิทยุของคุณซะ หรือจะบรรเลงใส่แผ่นเพลงเบาๆ ใส่เครื่องเสียงของคุณระหว่างทานอาหารมื้ออร่อย
3. กินให้ครบทุกมื้อ
ข้อนี้สำหรับสาวๆ ที่ชอบอดอาหารมื้อเช้าเพื่อความผอม เพราะเชื่อเถอะค่ะว่าไม่มีประโยชน์หรอก ซ้ำยังทำให้คุณอ้วนขึ้นอีกด้วย ซึ่งก็ไม่แปลกหรอกนะในเมื่อเช้าคุณไม่ได้ทานอะไรด้วยเหตุอยากผอม แต่กลายเป็นว่าตกกลางวันคุณกลับหิวไส้แทบขาด ฉะนั้นไม่ว่าอะไรที่คุณหยิบจับขึ้นมาได้ ก็ขนใส่ปากไปไม่บันยะบันยังซะหมด ทั้งนี้ก็เนื่องมาจากเหตุผลหลายๆ อย่าง อาทิ เมื่อระดับน้ำตาลในเลือดลดต่ำลง คุณก็จะรู้สึกโหยหาอาหารอย่างแรง ซึ่งเป็นกลไกธรรมชาติของร่างกายค่ะ และด้วยกลไกทางด้านความรู้สึกนึกคิด เมื่อคุณไม่ได้ทานอาหารมื้อเช้า มื้อถัดมาคุณก็จะทานมากขึ้น เพราะคิดว่า “เอาเถอะน่าเมื่อเช้ายังไม่มีอะไรตกถึงท้องเลย ชดเชยซะหน่อยแล้วกัน” ที่สำคัญร่างกายของคุณก็จะยิ่งคิดว่าตอนนี้คุณอยู่ในภาวะขาดอาหาร ฉะนั้นระบบเมตาโบลิซึมของคุณจะค่อยๆ ทำงานช้าลง นั่นแปลว่าการเผาผลาญพลังงานก็จะต่ำลงไปด้วย เข้าใจง่ายๆ ก็ “คราวนี้แหละคุณขา อ้วนแน่ๆ”
4. อย่าเอะอะอะไรก็ใช้รถๆ หัดเดินซะบ้าง
อย่าปฏิเสธว่าข้อนี้ไม่จริงเลย เพราะการใช้รถในแต่ละวันจะเป็นการเพิ่มอัตราเสี่ยงต่อการเป็นโรคอ้วนได้ถึง 6% ต่อชั่วโมง แต่ในทางกลับกันทุกๆ ไมล์ในการเดินของคุณในแต่ละวันจะกลับเป็นการลดความเสี่ยงต่อการเป็นโรคอ้วน ได้ถึง 8 % แล้วจะทำอย่างไรดีล่ะ ง่ายๆ ค่ะ เวลาคุณคุยโทรศัพท์เม้าส์กับเพื่อนสาวเรื่องยัยเพื่อนร่วมงานตัวแสบเนี่ย ช่วยได้นะ แค่คุยไปคุยมาแล้วเดินวนรอบห้องเผลอแป๊ปเดียวก็เดินเป็นกิโลๆ
แล้วล่ะยิ่งถ้าเราจะขว้างแคลอรี่ไปไกลๆ จากเราจริงๆ ล่ะก็ เวลาดูทีวีพอถึงช่วงเบรคโฆษณาก็ลุกขึ้นย้ายตัวเองไปรอบๆ บ้าง หรือไม่ก็ลองขึ้นๆ ลงๆ บันไดบ้านนี่ล่ะดู ผลัดกับการเดินเร็วๆ จากห้องหนึ่งไปยังห้องหนึ่งในบ้านดูสิ หรือเด็ดสุดก็อีตอนช้อปปิ้งนี่แหละ เซย์โนลิฟท์และบันไดเลื่อนสิคะ รับรองผอมค่ะ
5. แค่โดนแดดบ้างก็ผอมแล้ว
อย่างงค่ะ คุณคงไม่รู้มาก่อนว่าแสงแดดทำให้ผอมได้ เพราะร่างกายของเราต้องการแสงแดดเหมือนกัน เพื่อไปผลิตฮอร์โมน serotonin ซึ่งมีส่วนในการไปช่วยลดความอยากน้ำตาลและอาหารอย่างอื่นด้วย ดังนั้นเมื่อคุณเริ่มที่จะอยากทานพวกขนุกขนมก็เดินออกไปรับแดดแทนแล้วกัน อืม...แล้วแม้แต่ช่วงอากาศเย็นๆ ก็เถอะหากเปิดผ้าม่าน บานเกล็ด ระหว่างวันซะบ้างก็ยังดีนะ (แต่อย่าอยากขนมมากทั้งวันนะ ไม่งั้นคงต้องไปตากแดดจนมะเร็งผิวหนังถามหาแน่ๆ )
6. อย่าเก็บคุ๊กกี้หรืออาหารอย่างอื่นไว้ในโถแก้ว
เพราะถ้าคุณเก็บอาหารไว้ในที่ๆ ไกลสายตาหน่อย มันก็ง่ายที่จะป้องกันไม่ให้ของอ้วนๆ มาเย้ายวนเรา ผู้วชาญจากมหาวิทยาลัยคอร์แนลได้แนะว่าสาวๆ จะกินของหวานได้มากขึ้นเมื่อเห็นมันจัดวางอยู่บนโต๊ะเด่นชัดสวยงาม ดังนั้นมาลองเก็บของหวานทั้งหลายไว้ในภาชนะทึบแสงหรือไปวางไว้ไกลๆ ตาไกลๆ จมูกจะดีกว่านะคะ
7. วางส้อมลงทุกครั้งที่เคี้ยว
ช่วงเวลา 20 นาที เป็นเวลาที่กระเพาะอาหารจะส่งสัญญาณไปบอกสมองว่าอิ่มแล้ว ดังนั้นเมื่อคุณทานอาหารเร็วเกินไป ร่างกายของคุณก็จะไม่มีเวลาพอที่จะรับรู้ได้ว่าถึงเวลาที่ควรอิ่ม ผลที่ตามมาก็คือคุณทานมากไป การทานช้าลงเท่านั้นค่ะที่ช่วยได้ คุณอาจจะใช้ตะเกียบมาเป็นตัวช่วยในการทานอาหารก็ได้ จะทำให้คุณทานอาหารได้ช้าลง (ส่วนหนึ่งอาจจะเพราะมัวแต่สาละวนอยู่กับการใช้ตะเกียบให้ถนัดมือ) หรือลองอีกวิธีที่จะทำให้คุณรับรู้ได้ถึงรสอร่อยของอาหารมากขึ้น โดยเคี้ยวแต่ละคำให้ได้เวลาราว 30 วินาที แค่นี้คุณก็จะเห็นได้เลยว่าการทานอาหารช้าๆ ทำให้รับรู้ถึงรสชาติอาหารดีขึ้นและผอมค่ะ
8. เปิดไฟทานอาหาร
ในห้องที่มืดสลัว จะทำให้คุณทานได้มากขึ้น ทำไมน่ะเหรอ คำตอบอยู่ที่ทฤษฎีหนึ่งที่กล่าวไว้ว่าแสงไฟมืดสลัว จะทำให้คุณรู้สึกผ่อนคลายและเพลิดเพลินกับการรับประทานมากขึ้น ในทางกลับกันมีการวิจัยว่าเมื่อคุณทานอาหารในห้องที่สว่าง ก็ดูเหมือนว่าคุณจะทานอาหารได้ลดลง
9. แค่โกรธก็อ้วนแล้ว
ถ้าคุณไม่รู้จักระงับอารมณ์คุณก็มีสิทธิ์อ้วนได้ ยังไงน่ะเหรอ ก็เวลาที่คุณเกิดอารมณ์โกรธขึ้นมา ระดับของฮอร์โมน cortisol ในร่างกายก็จะเพิ่มสูงขึ้น ซึ่งเป็นหนึ่งในสาเหตุที่ทำให้น้ำหนักเพิ่มขึ้นได้ จากผลงานวิจัยพบว่าเมื่อคนเราโกรธ และหากยิ่งโกรธถี่ขึ้นเท่าไหร่ นั่นก็ดูเหมือนว่าจะเป็นการเพิ่มน้ำหนักและรอบเอวหนาๆ ในทางอ้อม (แถมยังเพิ่มอัตราเสี่ยงต่อปัญหาของระบบหัวใจอีกต่างหาก) ดังนั้นคราวหน้าถ้าใครมายั่วอารมณ์คุณ ก็นับ 1-10 สูดหายใจลึกๆ ตั้งสติดีๆ แค่นั้นเอง นึกซะว่าเพื่อผอมๆๆๆ หรือใช้นิ้วโป้งนวดคลึงเบาๆ บริเวณขมับเพื่อการผ่อนคลายก็ได้ค่ะ
posted on 03 Sep 2008 15:40 by dressupagain
คนบางคนใช้เวลาเกือบครึ่งชีวิตกว่าจะค้นเจอว่างานแบบไหนที่ตนเองชอบและใช่ ก็เลยมีแบบสำรวจบุคลิกนิสัยใจคอมาให้ลองตรวจสอบดูว่าคนแบบคุณน่าจะเหมาะกับงานแบบไหน ...
เป็นคนมีเหตุมีผล : เต็มไปด้วยหลักการ ชอบการประมวลเรื่องราวเพื่อค้นหาข้อเท็จจริงให้ปรากฏ ลักษณะเหล่านี้ เหมาะจะทำงานด้านการจัดการ บัญชี ช่างไฟฟ้า โปรแกรมเมอร์ รวมไปถึงงานทางด้านเทคนิค
คนประเภทอ่อนไหว : มีสัญชาตญาณในการดูแลปกป้อง ลองมองหางานประเภทที่ปรึกษา เป็นพยาบาล หรือสอนหนังสือ
คนกระตือรือร้น : ชอบพูดคุย มีความทะเยอทะยาน ชัดเจนเลยว่างานที่เกี่ยวข้องกับทีวี วิทยุ โฆษณา น่าจะเหมาะกับคุณ
คนมองโลกในแง่ดี :อยากรู้อยากเห็นเต็มไปด้วยพลัง น่าจะสนใจอาชีพที่ไม่ต้องอยู่นิ่งตลอดเวลา อย่างเช่น ไกด์หรือมัคคุเทศก์ หรือแม้แต่พนักงานขายที่ต้องเดินทางไปโน่นมานี่บ่อยๆ
ถ้ารู้ตัวว่าเป็นคนพิถีพิถัน : ประณีตเรียบร้อย ชำนาญการวิเคราะห์ ชอบให้คำแนะนำแบบลงลึก อาชีพที่น่าจะเหมาะกับคุณคืองานด้านวิจัย สถิติ หรือสืบสวนสอบสวน
คนประเภทเกิดมาเพื่อเป็นผู้นำ : ไม่ชอบอยู่ใต้บังคับใคร แต่ขณะเดียวกันก็ชอบอยู่ในสังคมมากกว่าตามลำพัง น่าจะลองมองหาที่ว่างในตำแหน่งที่ได้แสดงพลัง อย่างเช่น ซีอีโอ บรรณาธิการ หรือแม้แต่เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร
คนช่างจินตนาการ : เจ้าบทบาทมีความคิดลึกซึ้งในเชิงปรัชญา งานที่จะทำให้คุณสนใจได้ก็คือ นักจิตวิทยา จิตแพทย์ นักแสดง และศิลปินทุกแขนงไม่ว่าจะเป็นศิลปะหรือดนตรี
คนใจบุญสุนทาน :ชอบสั่งสอน และชอบที่จะมองเห็นพัฒนาการหรือการเจริญเติบโต มักสนใจงานประเภทสังคมสงเคราะห์ นักบุญ ผู้พิพากษา
คนที่มีความคิดสร้างสรรค์ : มีสายตาแหลมคมลึกซึ้ง มีเซ้นส์ หรือพรสวรรค์ในการแยกแยะความสวยงาม คงเหมาะที่สุดกับงานกราฟิก ถ่ายภาพ หรือถ้าเป็นเชฟก็จะสามารถปรุงอาหารรสเลิศได้อย่างไม่ต้องพยายามมาก